วันมาฆบูชา วัดพุธบูชา

20 ก.พ.

  มาฆะ มาฆะบูชา เรารู้กันว่าวันเพ็ญเดือน 3 คนไทย นี้ใจงาม วันเพญเดือนสาม มาทำบุญกัน จตุรงค์คสันนิบาตร วันประหลาดน่าอัสจรรย์ พระอรหัน มาชุมนมกัน 1250 องค์ นี้คือความสำคัญของวันมาฆะบูชา วันมาฆะปีนี้ได้ไปทำบุญกับครอบครัวที่วัด พุธบูชา วันนั้นลมแรงมากจนไม่สามารถจุดเทียนตอนเวียนเทียนได้ สำหรับดอกไม้ธูปเทียน ทางวัดเขาบริการจัดไว้ให้ ตามกำลังศรัธาใครมีมากก็จ่ายมาก ใครมีน้อยก็จ่ายน้อย  สวยตามรูป ตอนไปนั้นได้ไปเจอ อาจาย์ แมว โดบังเอิงพอดีเเก่มากับครอบครัว ง่วงแล้วเจอกันใหม่ครั้งต่อไปจ้า

ประวัติศาสตร์ “ขนมไทย ตำรับเทศ”

15 ก.พ.

http://www.youtube.com/watch?v=C5WSrEk6v-U&feature=related

เป็นเรื่องเกี่ยวกับขนมที่เข้ามาโดยโปตุเกสครับ ได้มาจากท้าวทองกลีบม้า ถ้าใครได้ดูแล้วจะมีท่อนนึงบอกว่า ไม่จำเป็นที่เราจะรับมาจากต่างชาติ แต่อาจเป็นเราเป็นต้นตำหรับและให้คนอื่น ประเทศอื่นไปปรับเปลี่ยมให้เข้ากับประเทศนั้นๆ   นี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชา ประวัติศาสตร์ และ การงานอาชีพ ครับ บูรณาการไปกับกลุ่มสาระอื่นๆ ผู้ที่ดูกะจะได้ความรู้โดยที่ไม่รู้ตัว

เรื่องนี้แถมให้สำหรับผู้ที่ยังอยากรู้ขนมไทย ตำหรบเทศ

การแบ่งยุคสมยทางประวัติศาสตร์

11 ก.พ.

 ยุคก่อนประวัติศาสตร์  หมายถึง  ยุคที่มนุษย์ยังไม่มีการประดิษฐ์ตัวอักษรเพื่อบันทึกเรื่องราวต่างๆ ของชุมชน  การเรียนรู้เรื่องราวในยุคนี้ได้จากหลักฐานทางโบราณคดี  ยุคก่อนประวัติศาสตร์เริ่มตั้งแต่มนุษย์ถือกำเนิดและดำรงชีวิตอยู่ตามธรรมชาติ  ภายหลังจึงสามารถปรับสภาพชีวิตความเป็นอยู่  ให้ดีขึ้น โดยทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ประโยชน์  เช่น  ประดิษฐ์เครื่องมือ  เครื่องใช้ที่มีคุณภาพ  รู้จักการเพาะปลูก  คิดค้นเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มผลผลิต  เกิดลัทธิความเชื่อและขนบธรรมเนียมที่เป็นระบบ  มีการสร้างสรรค์งานศิลปกรรมต่างๆ  มีการจัดระเบียบให้สังคมและการปกครอง  มีการติดต่อกับชุมชนต่างถิ่นต่างแดน  อันนำมาซึ่งการแลกเปลี่ยนและค้าขายร่วมถึงการรับและส่งทอดอิทธิพลทาง วัฒนธรรมต่างๆ  ระหว่างชุมชน  ด้วยการสร้างสมความเจริญเหล่านี้ได้ถ่ายทอดภูมิปัญญาสู่คนรุ่นหลัง

ยุคก่อนประวัติศาสตร์ในดินแดนประเทศไทยมีการแบ่งช่วงของพัฒนาการแบบสากลเป็น  2  ลักษณะ  คือ

1.  การแบ่งตามประเภทของวัสดุที่ใช้ทำเครื่องมือเครื่องใช้และเทคนิควิธีการ 

1.1 ยุคหิน  มนุษย์รู้จักประดิษฐ์เครื่องมือเครื่องใช้และอาวุธจากหิน  แต่คงมีที่ทำด้วยไม้  กระดูก  และเขาสัตว์อยู่ด้วย  ในยุคนี้มีการแบ่งออกเป็นสมัยย่อยๆ ตามคุณลักษณะของเครื่องมือเครื่องใช้และความสามารถของมนุษย์  คือ

ยุคหินเก่า   ประมาณ  500,000 -10,000  ปีมาแล้ว  มนุษย์ในยุคหินเก่าดำรงชีวิตตามธรรมชาติ  รู้จักการนำหินมาทำเป็นเครื่องมือเครื่องใช้โดยการกะเทาะอย่างหยาบๆ  ไห้เกิดความคมเท่านั้น  เริ่มรู้จักการใช้และประดิษฐ์ไฟ  อาศัยตามถ้ำหรือเพิงผา

ยุคหินกลาง  ประมาณ  10,000 – 6,000  ปีมาแล้ว  มนุษย์ในยุคหินกลางรู้จักการทำเครื่องปั้นดินเผา  การทอผ้า  เริ่มมีพิธีกรรมเกี่ยวกับความตาย  ส่วนเครี่องมือเครื่องใช้ต่างๆ ที่ทำจากหิน ในยุคหินกลางจะเป็นเครื่องมือหินที่กะเทาะอย่างละเอียดมากขึ้น  ขนาดเครื่องมือเล็กลง  และเริ่มมีรูปแบบที่แน่นอนมากขึ้น

ยุคหินใหม่  ประมาณ  6,000 – 4,000  ปีมาแล้ว  เครื่องมือเครื่องใช้ในยุคหินใหม่  จะมีการประดิษฐ์ตกแต่งเรียบร้อยโดยการขัดจนเรียบเป็นมัน  รู้จักการเพาะปลูกและการเลี้ยงสัตว์  ทำให้มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งสร้างที่อยู่อาศัย  มีการผลิตเพื่อแลกเปลี่ยนและการค้า   

  1.2 ยุคโลหะ  มนุษย์ยุคนี้รู้จักนำโลหะมาหลอมและประดิษฐ์เป็นเครื่องมือเครื่องใช้  ที่มีคุณภาพมากขึ้น  มีพัฒนาการทางสังคม  เศรษฐกิจ  และการปกครอง  กล่าวคือ  ชุมชนมนุษย์ยุคโลหะมีการจัดตั้งเป็นสังคมเมืองอย่างเป็นระบบ  มีลัทธิศาสนา  รู้จักการเดินเรือ  รวมถึงมีความรู้เกี่ยวกับดาราศาสตร์  สำหรับยุคโลหะนี้  สามารถแยกย่อยออกเป็น  2  ระยะ  คือ

ยุคสำริด  ประมาณ 2,500 – 4,000  ปีมาแล้ว  มนุษย์ที่อาศัยในดินแดนประเทศไทยได้นำแร่ทองแดงและดีบุกมาหล่อเป็นสำริด  สำหรับทำเครื่องมือเครื่องใช้รวมถึงทำเป็นเครื่องประดับด้วย
 ยุคเหล็ก  ประมาณ 1,500 – 2,500  ปีมาแล้ว  มนุษย์อาศัยในดินแดนประเทศไทยนำแร่เหล็กที่มีความทนทานกว่าสำริดมาประดิษฐ์เป็นเครื่องมือเครื่องใช้  ในขณะเดียวกันก็ยังคงมีการใช้สำริดในการทำเป็นเครื่องมือเครื่องใช้และเครื่องประดับอื่นๆอีกด้วย

2.  การแบ่งตามวิถีการดำรงชีวิต  การแบ่งยุคสมัยประเภทนี้  แบ่งตามลักษณะการปรับสภาพการดำรงชีวิตของผู้คนในสังคม  โดยแบ่งเป็นสมัยดังนี้

 2.1 สมัยชุมชนล่าสัตว์  ประมาณ  4,500  ปีขึ้นไป  มนุษย์มีความเป็นอยู่ตามธรรมชาติไม่มีการตั้งหลักแหล่งหรือที่พักอาศัยถาวร  ยังคงเร่ร่อนและดำรงชีพด้วยการล่าสัตว์เป็นอาหาร

2.2  สมัยหมู่บ้านเกษตรกรรม  เริ่มประมาณ  4,500  ปีมาแล้ว  มนุษย์รู้จักการเพาะปลูก  มีการตั้งหลักแหล่งอยู่รวมกันเป็นชุมชนขนาดเล็ก  สามารถผลิตเครื่องมือเครื่องใช้ที่จำเป็นภายในชุมชนของตน  เช่น การทำภาชนะดินเผา  การทอผ้า  ฯลฯ  และมีการประกอบพิธีกรรมเกี่ยวกับความตาย

 2.3 สมัยสังคมเมือง  ประมาณ  2,500 ปีมาแล้ว  มนุษย์ตั้งถิ่นฐานเป็นชุมชนในบริเวณพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์  เกิดการพัฒนาการด้านต่างๆ จนกลายเป็นบ้านเมือง มีการติดต่อค้าขายกับชุมชนอื่น

การแบ่งช่วงเวลาเป็น ทศวรรษ ศตวรรษ และสหัสวรรษ

11 ก.พ.

 การที่วัน เวลาผ่านไปทุกวันและมนุษย์ประกอบกิจกรรมต่าง ๆ ที่ใช้เวลายาวนานกว่าหนึ่งปี เมื่อพูดถึงอดีตหรืออนาคตที่ห่างจากช่วงเวลาปัจจุบันมาก ทำให้มนุษย์ต้องมีการกำหนดช่วงเวลาเพื่อให้สามารถกล่าวถึงช่วงเวลากว้าง ๆ ได้ การแบ่งช่วงเวลาของมนุษย์มีหลายแบบ ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์การนำไปใช้ประโยชน์ เช่น การแบ่งช่วงเวลาเป็น วัน เดือน ปี วินาที นาที ชั่วโมง พุทธศักราช (พ.ศ.) คริสต์ศักราช (ค.ศ.) เป็นต้น

 เมื่อกล่าวถึงช่วงเวลาที่ผ่านไปแล้ว หรือช่วงเวลาที่ยังมาไม่ถึงเป็นเวลานาน ๆ เช่น 10 ปีก่อน 10 ปีข้างหน้า 100 ปีก่อน 100 ปีข้างหน้า 1000 ปีก่อน 1000 ปีข้างหน้า ได้มีการกำหนดคำขึ้นมาเพื่อกล่าวถึงช่วงเวลากว้าง ๆ ในรอบ 10 ปี รอบ 100 ปี และรอบ 1000 ปี ให้เข้าใจง่ายและเป็นที่ยอมรับร่วมกัน ได้แก่ คำว่า “ทศวรรษ ศตวรรษ และสหัสสวรรษ”

 ทศวรรษ หมายถึง ช่วงเวลาในรอบ 10 ปี เริ่มนับตั้งแต่ปีที่ขึ้นต้นด้วยเลข 0 เป็นปีแรกของทศวรรษ และนับไปสิ้นสุดที่เลข 9 เรานิยมใช้ทศวรรษในการบอกช่วงเวลาทางคริสต์ศักราช แม้ว่าการใช้พุทธศักราชจะไม่นิยมพูดถึงช่วงเวลาเป็นทศวรรษ แต่เราสามารถใช้ทศวรรษในการกล่าวถึงช่วงเวลา 10 ปีได้ เช่น

ทศวรรษที่ 40 ทางพุทธศักราช หมายถึง ช่วงเวลาระหว่าง พ.ศ. 2540 – 2549

ตัวอย่างการใช้ทศวรรษ เช่น – ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา บ้านเมืองมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หมายถึง ในช่วงระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา – มีการคาดการณ์ว่า ในทศวรรษหน้าทุกครัวเรือนจะมีคอมพิวเตอร์ใช้ หมายถึง ในช่วง 10 ปีข้างหน้า

 ศตวรรษ หมายถึง ช่วงเวลาในรอบ 100 ปี เริ่มนับตั้งแต่ปีที่ขึ้นต้นด้วยเลข 0 เป็นปีแรกของศตวรรษ จนถึง 100 เช่น

 พุทธศตวรรษที่ 1 หมายถึง ช่วงเวลาระหว่าง พ.ศ. 1 – พ.ศ. 100

พุทธศตวรรษที่ 2 หมายถึง ช่วงเวลาระหว่าง พ.ศ. 101 – พ.ศ. 200

คริสต์ศตวรรษที่ 18 หมายถึง ช่วงเวลาระหว่าง ค.ศ. 1701 – ค.ศ. 1800

คริสต์ศตวรรษที่ 20 หมายถึง ช่วงเวลาระหว่าง ค.ศ. 1901 – ค.ศ. 2000

เรานิยมกล่างถึงช่วงเวลาเป็นศตวรรษทั้งแบบพุทธศักราชและคริสต์ศักราช ตัวอย่างเช่น – ปัจจุบันพระพุทธศาสนามีอายุเข้าสู่พุทธศตวรรษที่ 26 หมายถึง ช่วงเวลาระหว่าง พ.ศ. 2501 – พ.ศ. 2600 – ปัจจุบัน โลกเข้าสู่คริสต์ศตวรรษที่ 21 แล้ว หมายถึง ช่วงเวลาระหว่าง ค.ศ. 2001 – ค.ศ. 2100

สหัสวรรษ หมายถึง ช่วงเวลาในรอบ 1000 ปี เริ่มนับตั้งแต่ปีที่ขึ้นด้วยเลข 1 เป็นปีแรกของสหัสวรรษ จนถึงปีที่ลงท้ายด้วยหลัก 1000 ตัวอย่างเช่น

สหัสวรรษที่ 1 หมายถึง ช่วงเวลาระหว่าง ค.ศ.1 – ค.ศ.1000

สหัสวรรษที่ 2 หมายถึง ช่วงเวลาระหว่าง ค.ศ.1001 – ค.ศ.2000

สหัสวรรษที่ 3 หมายถึง ช่วงเวลาระหว่าง ค.ศ.2001 – ค.ศ.3000

 พุทธสหัสวรรษที่ 3 หมายถึง ช่วงเวลาระหว่าง พ.ศ.2001 – พ.ศ.3000

ศักราช และ การเทียบศักราช

9 ก.พ.

ศักราช หมายถึง อายุเวลาซึ่งกำหนดตั้งขึ้นเป็นทางการ เริ่มแต่จุดใดจุดหนึ่ง ซึ่งถือว่าเป็นที่หมายเหตุการณ์สำคัญ เรียงลำดับกันเป็นปีๆศักราชที่นิยมใช้กันและที่สามารถพบในหลักฐานทางประวัติศาสตร์ได้แก่

พุทธศักราช (พ.ศ.) เริ่มนับตั้งแต่พระพุทธเจ้าได้เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานซึ่งแต่เดิมนับเอาวันเพ็ญเดือนหก เป็นวันเปลี่ยนศักราช ต่อมาเปลี่ยนแปลงให้ถือเอาวันที่ 1 เมษายนแทน ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระอนันทมหิดล รัชกาลที่ 8 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่ โดยเริ่มนับตามแบบสากล คือ วันที่ 1 มกราคม ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2483.เป็นต้นมา

คริสต์ ศักราช (ค.ศ.) เริ่มนับตั้งแต่ปีที่พระเยซูเกิด เป็นค.ศ. 1 ซึ่งในขณะนั้นได้มีการใช้ พุทธศักราชเป็นเวลาถึง 543 ปีแล้ว การคำนวณเดือนของ ค.ศ. จะเป็นแบบสุริยคติ ดังนั้นวันขึ้น ปีใหม่ของค.ศ. จะเริ่มในวันที่ 1 มกราคมของทุกปี

มหาศักราช (ม.ศ.) เริ่มนับเมื่อพระระเจ้ากนิษกะแห่งราชวงศ์กุษาณะ กษัตริย์ผู้ครอง คันธาระราฐของอินเดียทรงคิดค้นขึ้น ภายหลังได้เผยแพร่เข้าสู่บริเวณสุวรรณภูมิและประเทศไทย ผ่านทางพวกพราหมณ์และพ่อค้าอินเดียที่เดินทางเข้ามาติดต่อค้าขายในดินแดนแถบนี้

จุลศักราช (จ.ศ.) เริ่มนับเมื่อ พ.ศ. ผ่านมาได้ 1,181 ปี โดยนับเอาวันที่พระเถระพม่ารูปหนึ่งนามว่า “บุพโสระหัน” ลึกออกจากการเป็นพระ เพื่อชิงราชบัลลังก์ในสมัยพุกามอาณาจักรการนับเดือน ปี ของ จ.ศ. จะเป็นแบบจันทรคติ โดยถือวันขึ้น1ค่ำเดือน5เป็นวันขึ้นปีใหม่

รัตนโกสินทร์ศก (ร.ศ.) เมื่อ พ.ศ. ผ่านมาได้ 2,325 ปี ซึ่งพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บัญญัติขึ้น โดยเริ่มนับวันที่ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) ทรงสร้างกรุงเทพมหานคร เป็น ร.ศ. 1 และวันเริ่มต้นปี คือ วันที่ 1 เมษายน ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่6)ได้ยกเลิกการใช้ร.ศ.

ฮิจเราะห์ศักราช (ฮ.ศ.) เป็นศักราชทางศาสนาอิสลาม เริ่มนับเมื่อท่านนบีมุฮัมหมัด กระทำฮิจเราะห์ (Higra แปลว่า การอพยพโยกย้าย) คือ อพยพจากเมืองเมกกะ ไปอยู่ที่เมืองเมดินะ เป็นปีเริ่มต้นของศักราชอิสลาม

การเปรียบเทียบศักราชสามารถกระทำได้ง่ายๆ โดยนำตัวเลขผลต่างของอายุศักราชแต่ละศักราชมาบวกหรือลบศักราขที่เราต้องการ ตามหลักเกณฑ์ ดังนี้
-ม.ศ. + 621  = พ.ศ.
-พ.ศ. – 621   = ม.ศ.
-จ.ศ. + 1181 = พ.ศ.
-พ.ศ. – 1181 = จ.ศ.
-ร.ศ. + 2324 = พ.ศ.
-พ.ศ. – 2324 = ร.ศ.
-ค.ศ. + 543 = พ.ศ.
-พ.ศ. – 543  = ค.ศ.
-ฮ.ศ. + 621  = ค.ศ.
-ค.ศ. – 621   = ฮ.ศ.
-ฮ.ศ. + 1164 = พ.ศ.
-พ.ศ. – 1164 = ฮ.ศ.
ปัจจุบันศักราชที่ใช้กันมาก คือ คริสต์ศักราชและพุทธศักราช เมื่อเปรียบเทียบศักราช ทั้งสองต้องใช้ 543 บวกหรือลบแล้วแต่กรณี ถ้าเทียบได้คล่องจะทำให้เราเข้าใจประวัติศาสตร์ไทย หรือสากลได้ง่ายขึ้น

ยุคสมัยและวิธีการทางประวัติศาสตร์ (๒)

9 ก.พ.

การนับเวลาในระบบจันทรคติ

จันทรคติ หมายถึง วิธีนับวันและเดือนโดยยึดถือเอาดวงจันทร์เป็นหลัก

การนับวันทางจันทรคติ นับเป็นวันขึ้นกี่ค่ำวันแรมกี่ค่ำ หรือ ที่เราเรียกว่า การนับดิถี การนับแบบนี้เกิดจากคนโบราณสังเกตดวงจันทร์เปลี่ยนแปลไปในแต่ละคืน ว่าเปลี่ยนไปจากคินก่อนๆอย่างไร และเปลี่ยนหมุนเวียนไปในลักษณะใด

เดือนตามจันทรคติ มี๑๒เดือน ได้แก่ เดือนอ้าย เดือนยี่  เดือน๓…..ไปจนถึงเดือน๑๒ เริ่มต้นเดื่อนในวันขึ้น ๑ค่ำ แต่สิ้นสุดเดือนต่างกัน ๒ แบบคือ

-เดือนคี่(เดือนอ้าย,เดือน๓.๕.๗.๙.๑๑) สิ้นสุดเดือนในวันแรม ๑๔ค่ำ

-เดือนคู่(เดือนยี่,เดือน๒.๔.๖.๘.๑๐.๑๒) สิ้นสุดเดือนในวันแรม ๑๕ค่ำ   

เดือนเต็ม-เดือนขาด   เดือนคู่มีข้างขึ้น ๑๕ วัน ข้างแรม ๑๕ วัน รวมแล้วีวันครบ ๓๐ วัน เรียกเดือนเต็ม ส่วนเดือนคี่มีข้างขึ้น ๕ วัน ข้างแรม ๑๔ วัน รวมแล้วได้ ๒๙ วัน เรียกเดือนขาด

ปีธิกมาส หมายถึงปีที่มีเดือนแปดสองหน คือ เพิ่มเดือน ๘ หลังไว้ต่อจากเดือน ๘ แรก

ยุคสมัยและวิธีการทางประวัติศาสตร์ (1)

8 ก.พ.

 เวลากับประวัติศาสตร์

 ประวัติศาสตร์ หมายถึง การที่เราศึกษาเรื่องราวของสังคมมนุษย์ในอดีต เพื่อนำมาอธิบาย

 เวลา เป็นสิ่งที่กำหนดให้รู้ว่า เรื่องราวเกิดขึ้นเมื่อได เกิดมาแล้วนานเพียงใด และสิ้นสุดลงมื่อได

ยกตัวอย่างเช่น   ตอนเช้า     7.00 น.    วันที่ 1      เดือนมีนาม         เป็นต้น

ตามปกติคนเรานั้นจะแบ่งเวลาคร่าวๆ ออกเป็น 3 ส่วน คือ

-อดีต คือ ช่วงเวลาที่ล่วงเลยมาแล้ว

-ปัจจุบัน คือ เวลาที่เกิดในตอนนี้

-อนาคต คือ เวลาที่ยังไม่มาถึง

กานับเลาและศักราช  (การนับเวาในระบบสุริคติ)

สุริยคติ หมายถึง วิธีนับวันและเดือนเอาตำแหน่งดวงอาทิย์เป็นหลัก อย่าเช่น วันที่ 1.2.3.4.5..ไม่เกินวันที่ 31   เดือนทางสุริคติมี 12 เดือน ได้แก่ มกราคม กุมภาพันธ์ มีนาคม เมษายน พฤษภาคม มิถุนายน กรกฎาคม สิงหาคม กันยายน ตุลาคม พฤศจิกายน ธันวาคม

เดือนที่ลงท้ายด้วยคม มี 31 วัน เดือนที่ลงท้ายด้วย ยน มี 30 วัน ส่วนกุมภาพันธ์ตามปกติจะมี 28 วัน รวมทั้งปีได้ 365 หรือปี ปกติสุรทิน

ในเวา 1 ปีโลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ใช้เวลา 365วัน เศษ1 ส่วน 4 วัน ไอ เศษ 1 ส่วน 4 เมื่อครบ 4 ปี ก็จะได้เพิ่มอีก 1 วัน แล้วนำไปเพิ่มในเดือน กุมภาพันธ์ ทำให้ เดือนกุมภาพันธ์ มี 29 วัน ในทุกๆ 4 ปี เราเรียกปีนั้นว่า ปีอธิกสุรทิน